กลางขุนเขาอันเขียวขจีของจังหวัดน่าน มีแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่เต็มไปด้วยความงามทางธรรมชาติและแฝงไว้ด้วยเรื่องเล่าอันลึกลับ นั่นคือ “คอกเสือ” ซึ่งตั้งอยู่ภายใน อุทยานแห่งชาติศรีน่าน สถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีทั้งทัศนียภาพอันตระการตา และบรรยากาศเงียบสงบที่เหมาะกับการพักผ่อนและเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น
ประวัติความเป็นมา
คอกเสือ ตั้งอยู่ที่ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับเสาดินนาน้อย ซึ่งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ประมาณ 24 กิโลเมตร “คอกเสือ” เป็นพื้นที่เปิดโล่งบริเวณยอดเขา มีลักษณะคล้ายแอ่งหุบเล็กๆ โอบล้อมด้วยแนวเขาเตี้ยๆ คล้ายกำแพง ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยในชื่อเรียกของสถานที่นี้ ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ มีตำนานเล่าขานกันว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่อยู่ของเสือโคร่ง และแนวเขารอบๆ ก็เสมือน “คอก” ที่ล้อมเสือเอาไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อ “คอกเสือ”
แต่สำหรับนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน คอกเสือไม่ได้มีเสือให้เห็นอีกต่อไปแล้ว มีเพียงความเงียบสงบของป่า เสียงนกร้อง และหมอกบางๆ ที่ปกคลุมยอดเขาในยามเช้า ที่นี่จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมือง และสัมผัสกับธรรมชาติอย่างแท้จริง
จุดชมวิวและการเดินป่า
คอกเสือเป็นจุดหนึ่งในเส้นทางศึกษาธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติศรีน่าน นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าจากจุดตั้งแคมป์หรือหมู่บ้านใกล้เคียงได้ โดยเส้นทางไม่ยากนัก เหมาะสำหรับทั้งนักเดินป่ามือใหม่และผู้ที่ต้องการออกกำลังกายเบา ๆ ระหว่างทางจะได้พบกับพืชพรรณหลากหลายชนิด รวมถึงพันธุ์ไม้หายาก และหากโชคดี อาจได้พบสัตว์ป่าจำพวกนก ผีเสื้อ หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก
เมื่อเดินขึ้นมาถึงยอด จะพบจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนของน่าน และแม่น้ำน่านที่คดเคี้ยวอยู่ด้านล่าง ภาพวิวแบบนี้ในยามเช้า แสงอาทิตย์และสายหมอกบางๆ เป็นความประทับใจที่ยากจะลืม
การเดินทางและการท่องเที่ยว
คอกเสือสามารถเดินทางได้จากตัวเมืองน่านด้วยรถยนต์ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วต่อด้วยการเดินเท้าเพื่อขึ้นสู่จุดชมวิว ควรติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานล่วงหน้า หรือขอคำแนะนำจากชุมชนท้องถิ่นเพื่อความปลอดภัย
การมาเที่ยวที่นี่ควรเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควรเคารพธรรมชาติ ไม่ทิ้งขยะ ไม่รบกวนสัตว์ป่า และช่วยกันรักษาความงดงามของป่าไม้ เพื่อให้ “คอกเสือ” แห่งนี้คงอยู่เป็นมรดกธรรมชาติของชาวน่านต่อไป







